แบตเตอรี่รถยนต์ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?

0 Comments
แบตเตอรี่รถยนต์

บทความนี้เป็นบทความที่ต้องรำลึกความหลังกันสักหน่อย กับเรื่องราวที่คุณๆ อาจเคยเรียนรู้กันมาแล้วตั้งแต่สมัยวัยรุ่นๆ ซึ่งนั่นก็คือ การพาทุกคนย้อนเวลาไปรำลึกนึกถึงพร้อมทบทวนความรู้เรื่องแบตเตอรี่รถยนต์กัน ว่าแบตเตอรี่รถยนต์นั้นแบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง และแต่ละประเภทเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ว่าแล้วก็อย่ามัวเสียเวลา เราไปหาคำตอบนั้นกันเลยดีกว่าว่าแบตเตอรี่รถยนต์นั้นแบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง และแต่ละประเภทเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

แบตเตอรี่รถยนต์ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?

แบตเตอรี่รถยนต์ จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

แบตเตอรี่รถยนต์ ประเภทธรรมดา (CONVENTIONAL) แบตเตอรี่ประเภทนี้โครงสร้างแผ่นธาตุที่ใช้จะเป็นโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับพลวง เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยต้องหมั่นตรวจเช็คระดับน้ำกรดภายในแบตเตอรี่เป็นประจำ และต้องคอยเติมน้ำกลั่นชดเชยให้ได้ระดับที่ลดลงไปให้ได้ระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ระดับน้ำกรดต่ำกว่าเส้นบอกระดับล่าง (LOWER LEVEL) ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงในผู้ใช้รถยนต์บ้านๆ ทั่วๆ ไป เพราะต้องคอยดูแลบ่อยๆ แต่ก็ยังคงใช้กันเพราะเหมาะกับการใช้งานหนัก เช่น รถที่ใช้งานบรรทุกประจำ รถโดยสารต่างๆ เป็นต้น

แบตเตอรี่รถยนต์ ประเภทไฮบริด (HYBRID) แบตเตอรี่ประเภทนี้โครงสร้างแผ่นธาตุบวก(+) เหมือนประเภท-ธรรมดา แต่โครงสร้างแผ่นธาตุลบ(-) จะเป็นโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับแคลเซียม อายุการใช้งานเท่าๆ กับแบตเตอรี่ประเภทธรรมดา แต่แบตเตอรี่ประเภทนี้มีการสูญเสียน้ำน้อยกว่าประเภทธรรมดา จึงไม่ต้องกังวลกับการดูแลน้ำกรดมาก สามารถใช้ได้จนถึง 15,000 กม. จึงเติมน้ำกลั่น จึงสามารถเติมน้ำกลั่นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หลังจากใช้งานไปได้ประมาณ 5,000 หรือ 10,000 กม.ได้ มีคุณสมบัติเหมาะใช้งานกับรถใช้งานหนัก รถใช้งานบรรทุก รถโดยสาร เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ประเภทธรรมดา

และแบตเตอรี่รถยนต์ ประเภทสุดท้าย คือ ประเภทพร้อมใช้ไม่ต้องดูแล (MAINTENANCE FREE) แบตเตอรี่ประเภทนี้โครงสร้างแผ่นธาตุที่ใช้จะเป็นโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับแคลเซียมทั้งแผ่นธาตุบวก(+) และแผ่นธาตุลบ(-) มีคุณสมบัติดีกว่าประเภทไฮบริด(HYBRID) คือไม่ต้องดูแลน้ำกรดไม่ต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน แต่แบตเตอรี่ประเภทนี้ก็มีข้อด้วยกว่าในเรื่องความทนทานในการใช้งานหนัก เมื่อต้องจ่ายกระแสไฟมาก(DEEP DYCLE-HEAVY DUTY) จึงไม่เหมาะกับรถใช้งานบรรทุก รถโดยสาร รถรับจ้าง แต่เหมาะและใช้งานได้ทนทานไม่ต้องดูแลกับรถใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วๆ ไปนั่นเอง